Note for end of 2017


#1

ทักษะที่จำเป็นนอกเหนือทักษะในสายงานที่บุคลากรควรมีในปี 2020…?

  • การแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน (Complex Problem
    Solving)
  • การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
  • ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
  • การบริหารจัดการคน (Management)
  • การประสานงาน (Coordinating with Others)
  • ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)
  • การตัดสินใจ (Judgement and Decision Making)
  • ความคิดเชิงการให้บริการ (Service Orientation)
  • การต่อรอง (Negotiation)
  • ความยืดหยุ่นในการปรับกระบวนการคิดให้เข้ากับสถานการณ์
    ใหม่(Cognitive Flexibility)

source : World Economic Forum

Disruptive Technologies 2018 ?

  1. Voice & Visual Search
    การค้นหาด้วยภาพและเสียงจะเริ่มเข้ามาแทนที่การพิมพ์ข้อความค้นหา เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ทุกคนต้องการความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยี Voice Personal Assistant (VPA) เช่น Alexa, Google Assistant, Bixby, Cortana และ Siri เริ่มกลายเป็นที่นิยม ผู้คนสามารถสั่งการอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยเสียงเพื่อให้ช่วยค้นหาข้อมูลตามความต้องการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเปิดแอปพลิเคชันเพื่อพิมพ์ข้อความอีกต่อไป สำหรับการค้นหาด้วยภาพนั้น เริ่มปรากฏให้เห็นในเว็บ e-Commerce เช่น ASOS จากสหราชอาณาจักร ผู้บริโภคสามารถอัปโหลดรูปภาพสินค้าที่ตัวเองต้องการลงไป แล้วระบบของ ASOS จะช่วยค้นหาสินค้านั้นๆ หรือสินค้าที่ใกล้เคียงพร้อมเปรียบเทียบราคาได้ทันที ช่วยให้การค้นหามาความถูกต้อง แม่นยำ และสะดวกรวดเร็วกว่าการค้นหาด้วยข้อความ

  2. Conversational Platform
    เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้โต้ตอบสนทนากับมนุษย์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Chatbot ในปี 2018 คาดว่าจะเห็นผู้ให้บริการ โดยเฉพาะธุรกิจ e-Commerce นำ Chatbot เข้ามาใช้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถตอบสนองลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายของ Call Center ลงอีกด้วย นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่า การสนทนาผ่านทาง Chat จะช่วยให้ลูกค้าเปิดใจ ผู้ให้บริการสามารถเก็บข้อมูลจากลูกค้าได้มากกว่าการสนทนาผ่านช่องทางอื่นๆ ซึ่งนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจได้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ด้วยขีดจำกัดด้านการประมวลผลภาษาไทย ทำให้ Chatbot จะเริ่มให้บริการในรูป Virtual Customer Assistant (VCA) ที่รองรับการสนทนาทั่วๆ ไประหว่างผู้ให้บริการและผู้บริโภคภายใต้กรอบที่กำหนด เช่น ข้อมูลสินค้า การส่งของ หรือบริการหลังการขาย เป็นต้น แต่ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) ที่จะเข้ามาแทนที่คนในอนาคต

  3. Cryptocurrency
    เงินดิจิทัลมีแนวโน้มว่าจะถูกนำมาใช้ทำธุรกรรมมากขึ้นในขณะที่อัตราการใช้เงินสดจะลดลง ซึ่งหลายรัฐบาลทั่วโลกเริ่มให้การสนับสนุนการใช้เงินดิจิทัลเนื่องจากช่วยลดค่าดูแล ขนส่ง และตรวจสอบเงินสดลงได้อย่างมาก ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นเองก็มีการประกาศเรื่องการรวมตัวของกลุ่มธนาคารเพื่อสร้างเงินดิจิทัล J-Coin ผูกกับเงินเยน เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้จับจ่ายซื้อขายสินค้าและบริการต่างๆ แทนเงินสดได้ทันที เทคโนโลยี Blockchain อยู่เบื้องหลังเงินดิจิทัลยังเป็นที่สนใจของกลุ่ม Fintech ในการนำไปใช้พัฒนาบริการใหม่ๆ ทางด้านการเงินอย่างหลากหลาย ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องวางกรอบและกฎระเบียบให้ครอบคลุม เพื่อไม่ให้รัฐสูญเสียผลประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาใช้งาน

  4. Counterfeit Reality
    Gartner ได้ให้คำนิยาม Counterfeit Reality หรือ “ความจริงเสมือน” ว่า เป็นการสร้าง Content แบบสมจริงขึ้นมาโดยการลอกเลียนแบบมาจากเหตุการณ์จริง สถานที่จริง และสิ่งมีชีวิต ผ่านทางเทคโนโลยีต่างๆ เช่น Augmented Reality, Virtual Reality หรือ Digital Twin เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ที่มีความสมจริงให้แก่ผู้บริโภค เช่น การใช้ VR สร้างบ้านจำลองเพื่อให้ลูกค้าเข้าไปดูภายในก่อนก่อสร้างจริง หรือการใช้ AI ในการสร้างรูปปากและสังเคราะห์เสียงของบุคคลที่ต้องการแล้วใส่บทพูดใหม่ลงไปเพื่อช่วยให้ CG ที่สร้างตามบุคคลนั้นๆ มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น เทคนิคนี้เริ่มถูกนำไปใช้ในวงการสื่อและภาพยนตร์แล้ว อย่างไรก็ตาม Counterfeit Reality ก็มีประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยตามมา ไม่ว่าจะเป็น การสร้างข้อมูลเท็จหรือการละเมิดลิขสิทธิ์ เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงขององค์กรได้ ผู้ใช้บริการ Social Network ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, YouTube และ Google ได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินมหาศาลเพื่อจัดการกับ Content ปลอมเหล่านี้

  5. Internet of Things
    Gartner ระบุว่า ภายในปี 2020 ร้อยละ 95 ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่จะถูกฝังด้วยเทคโนโลยี Internet of Things ช่วยให้อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถเชื่อมต่อหากัน รับรู้ถึงสถานะรอบตัว และนำข้อมูลไปประมวลผลร่วมกันเพื่อตอบสนองหรือตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์และอัตโนมัติ เช่น การผสานการทำงานของ VPA เช่น Alexa หรือ Google Home กับอุปกรณ์ Home Automation ต่างๆ เช่น ระบบ Security & Access Control เป็นต้น สถิติจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ยังแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี IoT ในประเทศไทยยังคงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยจำนวนครัวเรือนที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตปัจจุบันมีมากถึง 10.7 ล้านครัวเรือน ในขณะที่ภาคการเกษตรมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท และจำนวนโรงงานทั่วประเทศมีมากถึงเกือบ 140,000 โรงงาน เหล่านี้ พร้อมที่นำเทคโนโลยี IoT เข้าไปใช้เพื่อก้าวไปสู่ความเป็น Smart Home, Smart Farm และ Smart Factory ในอนาคต

แน่นอนว่าการมาถึงของนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ทุกองค์กรควรศึกษาและประเมินเทคโนโลยีใหม่ พร้อมหาวิธีนำมาปรับใช้เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายตลาดที่ตนเองมีอยู่ได้ ผลกระทบของเทคโนโลยีต่ออุตสาหกรรมหลัก ดังนี้

a. ค้าปลีก – การมาถึงของ Voice & Visual Search จะเข้ามาพลิกโฉมแอปพลิเคชันสำหรับซื้อของออนไลน์ การค้นหาสินค้าที่ต้องการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วจะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกที่จะมาใช้บริการมากขึ้น ธุรกิจมีการขยายตัวตาม
b. หน่วยงานกำกับดูแล – เงินดิจิทัลและเทคโนโลยี Fintech จะเป็นตัวกระตุ้นให้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเข้ามาศึกษาและวางกรอบเพื่อควบคุมการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นให้มีความมั่นคงปลอดภัย และรัฐบาลไม่เสียผลประโยชน์ ในขณะเดียวกัน เมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นที่ยอมรับ ย่อมก่อให้เกิดโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ และการนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อในธุรกิจมากยิ่งขึ้น
c. สื่อและภาพยนตร์ – เป็นอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบจาก Counterfeit Reality อย่างชัดเจนที่สุด การนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้จะช่วยเพิ่มความเสมือนจริงของสิ่งที่นำเสนอและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม Counterfeit Reality อาจนำไปสู้การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงขององค์กรได้
d. ธุรกิจบริการ – ธุรกิจประกันหรือบัตรเครดิตที่มีการให้บริการหรือแนะนำสินค้าผ่าน Call Center จะเริ่มถูกแทนที่ด้วย Chatbot และอาจยกระดับไปสู่การทำ Virtual Customer Assistant มากขึ้น เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองและลดภาระค่าใช้จ่ายของการใช้ Call Center
e. อุตสาหกรรมการผลิตและอสังหาริมทรัพย์ – เป็นภาคธุรกิจหลักที่ IoT จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากสามารถนำอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความสะดวกสบายและลดต้นทุนในการทำงาน เช่น ระบบ Home Automation หรือ Smart Factory นอกจากนี้ การผสาน IoT เข้าด้วยกันกับระบบ AI จะช่วยเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจและทำให้ระบบทุกอย่างเป็นแบบอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น

source: https://www.techtalkthai.com