ขวาน และแรงจูงใจกระทำผิด


#1

เดี๋ยวจะลองอภิปรายมุมมองของผม
ในมุมมอง ระดับคนทำงานในองค์กร
ที่เราได้รับรู้มา

ขออ่านเล่มนี้ก่อนแป้บ…


#2

ทำไมคุณถึงไม่สาย

แสกนลายนิ้วมือ … 7.50 ทุกวัน แล้วเข้างาน (เวลาเข้างาน8.00 น)

ระหว่างแสกน เพื่อนหลายคน ก็มาแสกน แต่ …แสกนเสร็จ แล้วเดินออกไปซื้อกาแฟ

เรา … ขึ้นไปทำงาน …นั่ง ๆ ยังไม่ค่อยมีงาน เพราะ เขา หลายคนยังไม่เปิดคอม …

8.30 เพื่อนเดินเข้ามาพร้อมกาแฟ หอม หอม ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

จน…วันที่ 25 อยากกก กาแฟมาก หิวมากด้วย … แสกน แล้ว ไปซื้อ กาแฟบ้าง + ขนมนมเนย

8.30 เดินเข้าหน้า ออฟฟิส …พบเจอเจ้านาย … สวัสดีตามระเบียบ

สิ้นเดือน ยื่นรายงาน ขาด ลา มา สาย

คำถามจากเจ้านาย

ทำไมวันที่ 25 คุณถึงไม่สาย


#3

เคสของแอร์น่าสนใจดี

สมมติว่าเราแบ่ง ผู้เล่นออกเป็น 4 กลุ่ม

  • ผู้กระทำผิด หรือผู้ละเมิด คือ คนที่ออกไปซื้อกาแฟ

  • ผู้เสียประโยชน์ จากการละเมิด คือ เจ้านาย

  • ผู้ได้ประโยชน์ เช่น สมมติว่า เพื่อนฝากซื้อกาแฟด้วย

  • ผู้ไม่มีส่วนได้เสีย หรือผู้สังเกตการณ์

เราจะสามารถคิดเหตุผล
จากมุมมองของแต่ละกลุ่มได้อย่างไร


#4

อ่าน JUSTICE บทแรกจบแล้ว
แทนที่จะได้คำตอบ กลับทำให้ได้คำถามเพิ่มขึ้นมาอีก
เดี๋ยวมาย่อยให้ฟังครับ

#1
กลับมาประเด็นเรื่อง สถานการณ์ที่เอื้อต่อการโกงได้
ที่ถูกหยิบยกมา ตั้งคำถามต่อกรณี จอดรถขวางหน้าบ้านคนอื่น

ทำให้จินตนาการต่อ
ถึงสังคมเล็กๆ อย่างในที่ทำงาน ที่เราได้ประสบพบเจอ

ความรู้สึกเปรียบเทียบ ทำมาก ทำน้อย
งานที่แตกต่าง เวลาที่แตกต่างกัน
ผลตอบแทนที่แตกต่าง การวัดผลงานที่แตกต่าง
เกิดขึ้นได้ทั้งคนที่ทำงานฟังก์ชั่นเดียวกัน หรือต่างกัน

วันเวลาผ่านไป ทำให้คนคนหนึ่ง อาจจะเป็นคนโกง
หรือ คนที่ยอมจำนนถูกกลืนไป
หรือ คนที่สันโดษ ไม่สนใจใคร

#2
เหตุการณ์อย่างที่แอร์เล่ามา
คนที่พยายามทำดี แต่รู้สึกว่าไม่ได้รับการผลดี จากการกระทำ
ส่วนคนที่โกง(โดยไม่รู้สึกตัว) ก็ไม่ได้รับผลร้าย จากการกระทำ
จึงกลายเป็นเรื่องปกติในที่ทำงาน
ด้วยเหตุผลที่ว่า ใครๆ เขาก็ทำ
เมื่อเวลาผ่านไป
เกลียวหมุนทางด้านลบ ซึ่งกินแรงน้อยกว่า ก็จะเริ่มทำงาน

#3
ความเคยชินที่ปล่อยละเลยมานาน
ทำให้ความพยายามที่จะกลับมาเข้มงวด บังคับควบคุม
กลายเป็นเรื่องยาก

การให้รางวัล และลงโทษ
อาจเป็นดาบสองคม
ทำให้เกิดคำถาม ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
ถึง… ความยุติธรรม ?

#4
วิธีคิดของ บล็อกเชน คือ
จะไม่มีใครโกงได้
เมื่อทุกคนต่างได้ถือความจริงชุดเดียวกัน

หัวใจที่สำคัญ ในความคิดของผม
การสร้างกลไกในองค์กร ที่ทำให้
ถ้าคนพยายามทำดี แล้วรู้สึกว่ามีคนเห็น
ขณะเดียวกันคนที่โกง ก็รู้สึกว่ามีคนเห็นเช่นเดียวกัน

การปล่อยให้ความจริง คลี่คลายต่อทุกคน
เกลียวหมุนทางด้านบวก จะค่อยๆ หมุนไปทางเดียวกัน

#5
การทำงานแบบ SILO ยุคเก่า
คือ การแบ่งองค์กร ให้รับผิดชอบงานเฉพาะส่วนของตัวเอง
ทำให้เกิดภาวะสังคมแบบ เอาตัวเองให้รอด ไม่ต้องสนใจคนอื่น

การทำงานแบบ FLOW ยุคใหม่
คือ การทำให้งานลื่นไหล โดยทุกคนเป็นส่วนหนึ่ง
ช่วยกันส่งมอบผลของการทำงานของตน
เพื่อใช้ประโยชน์ต่อกันไปเรื่อยๆ จนถึงผลลัพธ์สุดท้าย

#6
บอร์ดจัดของ
เป็นตัวอย่างของวิธีการจัดการกับการโกงที่ฉลาด
ใช้เครื่องจักร เป็นเครื่องมือในการนำเสนอ
จึงไม่มีใครคลางแคลงในความยุติธรรม
เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เห็นความจริงชุดเดียวกัน
โดยไม่จำเป็นต้องตัดสิน หรือกล่าวโทษ

Line notify เป็นอีกกรณี
ทันทีที่มีเอกสารเกี่ยวกับเขาเกิดขึ้น
จะมีข้อความแจ้งเตือนไปยังเซลล์ผู้รับผิดชอบ
คนที่มาทำงานแต่เช้า
คนที่ทำงานจนดึกดื่น
คนพยายามทำดี มีผู้รับรู้แล้ว

สถานะ flow ของเอกสาร
ทำให้ทุกคนที่ทำงาน ได้รับรู้กันและกัน
ว่างานนั้นๆ อยู่ถึงขั้นตอนไหนแล้ว
ทุกคนสามารถรับรู้ และมองเห็นภาพใหญ่ของงาน
ทุกคนถือข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน

นอกจากนี้
ยังมีข้อมูล log การใช้งาน
ที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นกลไก
เพื่อนำเสนอ ข้อเท็จจริงที่ว่า
เพื่อตอกย้ำว่า ทำดีแล้ว มีคนเห็น

#7
ที่กล่าวมาข้างต้น
คือ มุมมองแนวทางแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อการโกง
โดยเทียบเคียงกับ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จากการใช้งานโปรแกรมของเรา

เมื่อเกิดการโกงแล้ว เราจะตัดสิน หรืออำนวยความยุติธรรม ได้อย่างไร
หนังสือ JUSTICE ได้แยกแยะและตั้งคำถามให้เราได้ขบคิด

การ “ฟังอย่างตั้งใจ” คือ ปัจจัยที่นำไปสู่ความยุติธรรม

เหตุผล 3 ด้าน สวัสดิการ เสรีภาพ คุณธรรม
กับการหยิบยกไปใช้ตัดสิน คือเรื่องที่ต้องรู้เท่าทัน

ภัยภิบัติ เฮอริเคน ที่ฟลอริดา มีคนตาย บ้านเรือนเสียหาย ไม่มีไฟฟ้าใช้
โรงงานน้ำแข็งขึ้นราคา ผู้รับเหมาขึ้นราคา โรงแรมขึ้นราคา

อัยการรัฐ ออกกฏหมายลงโทษผู้โก่งราคา ฉวยโอกาสกับผู้ประสบภัย

นักเศรษฐศาสตร์ มองว่า เป็นกลไกปกติของอุปสงค์ อุปทาน
ราคาที่สูงจะช่วยเรียกให้ผู้ผลิต หรือผู้รับเหมาใกล้เคียง เข้ามา
ทำให้ฟื้นฟูได้เร็ว

นิทานเรื่องรถรางเบรคแตก

ถ้าคุณเป็นคนขับรถรางเบรคแตก
ตรงไปข้างหน้า มีคนงานซ่อมราง 5 คน
ทางเบี่ยงขวา มีคนงานซ่อมราง 1 คน
คนส่วนใหญ่ตัดสินใจ เบี่ยงขวา…

เอาใหม่ คราวนี้คุณไม่ได้เป็นคนขับรถราง
ไม่มีทางเบี่ยง ข้างหน้าไกลออกไปมีคนงาน 5 คน
คุณยืนอยู่ข้างรางรถ มีคนงานตัวใหญ่ยืนอยู่หน้าคุณด้วย
ถ้าคุณผลักให้คนงานตัวใหญ่ ล้มลงไปบนรางจะสามารถหยุดรถไฟได้
แต่คนงานนั้นจะเสียชีวิต
คราวนี้ คำตอบจะลังเล…

นี่คือนิทาน จึงตัดตัวเลือกอื่นที่อาจเป็นไปได้
คำถามคือ
ทำไม กรณีแรก
เราจึงสามารถตัดสินใจเลือกให้ คน 1 คนตาย
เพื่อแลกกับช่วยชีวิตคน 5 คน
ขณะที่ กรณีที่สอง
การตัดสินใจเลือกให้ คน 1 คนตาย
เพื่อแลกกับช่วยชีวิตคน 5 คน
จึงดูเหมือนไม่ถูกต้อง

เราใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสิน อะไรคือความถูกต้อง ?

ถ้ากรณีที่หนึ่ง เราให้เหตุผลว่า เสียสละคน 1 คน เพื่อแลกชีวิตคนมากกว่า
ทำไมกรณีที่สอง เราจึงรู้สึกไม่ถูกต้อง ที่จะผลักคนลงไปตายเพื่อหยุดรถ

กลับกัน ถ้าเรารู้สึกว่า กรณีที่สอง เราไม่ควรตัดสินทำลายชีวิตใคร
ชายที่อยู่บนรางเบียงขวา จะมีสิทธิอุทธรณ์
ว่าเขาก็ไม่สมควรถูกตัดสินให้ตาย เพื่อช่วยชีวิตคนอื่นได้หรือไม่


#5

อ่านไปอ่านมา ก็เริ่มซับซ้อนนะครับ
####วัฒนธรรมทางแนวคิด
(ในเรื่องเล่าของผม) บริษัท ที่ผมทำงานอยูนั้น บุคคลากรส่วนใหญ่ ถูกตัดสินใจเข้ารับทำงาน จากผู้สัมภาษณ์คนเดียวกัน
ผมสังเกตุหลายครั้ง คนในองค์กร มักจะมีอุปนิสัย ที่คล้ายคลึงกัน

  • รักพวกพ้อง ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก แม้อยู่คนละแผนก
    -ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แม้เพื่อนจะสุขหรือจะลำบาก
    -ยอมรับและปกป้อง แชร์ความผิดหากเพื่อนอีกคนกำลังโดนตำหนิ

เป็นไปได้ ว่า ในการสัมภาษณ์เข้ารับทำงาน ผู้สัมภาษณ์มีจุดตัดสินใจเป็น Mindset ระดับหนึ่ง บุคลากรที่เข้ามานั้น จึงมี วัฒนธรรมทางสังคม คล้ายกัน

####ไปซื้อกาแฟ หลัง 8.00

  • ระดับพนักงาน ไม่มีใครมองเป็นเรื่องความผิดเลย ยังฝากซื้อและสอบถามกันบ่อย ๆ ว่าร้านนี้ร้านโน้น รสชาติเป็นอย่างไร
  • ระดับหัวหน้างาน มองเป็นเรื่องปกติ ซ้ำยังฝากซื้อ แต่มีกำชับ ซื้อแล้วก็รีบกลับมา
  • ระดับแม่บ้าน เห็นดีเห็นงามด้วย แก้วที่ซื้อมานั้น ขอให้ทิ้งเป็นที่เฉพาะ เก็บไว้ขายของเก่าได้
  • เจ้านาย เมื่อได้เห็นรายงาน ขาด-ลา-มา-สาย ครุ่นคิดว่า “ระบบ” จะมีความถูกต้องได้อย่างไร แสกน ก่อนเวลาเข้างานจริง แต่กว่าพนักงานจะเริ่มทำงาน ไม่ได้เป็นเวลาตามที่แสกน ในใจ ค้นหาคำพูด บันทึกข้อความ ต่าง ๆ นา ๆ เพื่อจะสื่อสารโน้มน้าวเปลี่ยน Mindset พนักงาน ให้กลับมาอยู่ในกรอบเวลา 8.00 น

ฟังดูตามนี้ เริ่มสงสารเจ้านาย … รับบทหนักอยู่คนเดียว เพียงแค่เห็นผม หิ้วกาแฟพร้อม ขนมชุดใหญ่ ตอน 8.30 น


####รถรางเบรคแตก
ฟังดูค่อนข้างโหดแต่ก็ได้อารมณ์ดี

  • กรณีที่ 2 เราต้องสัมผัสเขา โดยการเอามือไปผลัก … จะทำได้จริงหรือเปล่าหนอ …มโนภาพในนิทาน หักพวงมาลัยรถรางลงไปหาคน กับ เอามือผลักคนให้ลงไปโดนรถทับ … สยอง สยอง พิกล

#6

ในเรื่องเดียวกัน …
มีขาว มีดำ และ เทา
อยู่มุมไหน ก็มี “ข้อจำกัด”
และ "คำตัดสิน"​สำหรับมุมนั้น

ออกมาจากมุม
และปล่อย self เริ่มทำงาน

ฝน ห่าใหญ่
หยุดตก
ผู้คนยินดี
และมี
คนเสียใจ


#7

ตอนเกิดเหตุ สภาวะตรงหน้านั้น
ถ้าความมีสติ ปัญญา ผุดบังเกิดขึ้นได้
คงจะดึง พรมวิหาร 4 ในเรื่อง อุเบกขา, ขึ้นมาตั้ง
ก่อน พิจารณา ข้ออื่น ๆ เป็นลำดับถัดไป

ถ้า “รู้เท่าทัน” ตามเวลา
คงตะโกน ให้คนทั้งหลาย หลบ

แต่ ไม่รู้ถึง สภาวะเวลานั้นเกิดจริง,
ผลลัพธ์ที่แท้ ยากที่จะตอบ ว่าเป็นอย่างไร

มีเรื่องเล่า ตอนทำงาน อายุสัก 16 ของผมเอง
ในโรงงาน ผลิตตู้เชื่อม
งานในไลน์ ผลิต ผมมีหน้าที่ต้อง ยัดคอยล์
(แผ่นเหล็กบาง ๆ ใสมอเตอร์)
ให้แน่น ๆ ในลูกมอเตอร์
ก่อนนำไป อ๊อกซ์ ให้เหล็กติดกัน
หลัง อ๊อกซ์ เสร็จ ก็ต้องทาสี
ด้วยความใจร้อน อยากทำให้เสร็จเร็ว ๆ
ทันที ที่อ๊อกซ์ เสร็จ ก็เอาสีทาทันที ตอนที่ยังแดง ๆ

ปรากฏว่า ไฟลุก … ไหม้ทั้งลูกมอเตอร์นั้น
อารมณ์ ตกใจ หยิบมอเตอร์ทั้งลูก ใส่กระป๋องสี หวังให้ไฟดับ
แต่ ผลเป็นว่า ไฟลุกหนักกว่าเดิม ในกระป๋อง
ยังก่อน เหมือนว่า มันจะร้ายแรงสุดแล้ว
ด้วยความ ฉลาด สมองผมคิดอย่างไว
คว่ำ กระป๋องสี สิ ครอบมันไว้ … ไฟไม่ลุกลาม

สุดท้าย พอคว่ำ ไฟไหม้กระจาย ไปทั่วบริเวณ
ทั้งหมด เกิดขึ้นเพียง ไม่กี่วินาที
เกิดความโกลาหล วุ่นวายในโรงงาน
ทุกคน ที่เห็นเหตุการณ์ ทั้งหมด ตกตะลึง
ทำอะไร ไม่ถูก

อีกสัก ชั่วอึดใจ มีคน วิ่งเอาถังดับเพลิง มาฉีดจนสงบ

สอบถามว่า ผู้คนต่าง ๆ มองในมุมของเขาอย่างไร
เพื่อนร่วมงาน ที่นังอยู่ด้วย เห็นเหตุการณ์ ตั้งแต่ต้น
เพื่อนร่วมงาน ที่ไม่ได้อยู่ตอนต้น เห็นบางส่วน
เจ้านาย ที่รับฟังเหตุการณ์ ภายหลัง

บอกผลลัพธ์ สุดท้ายให้ ในวันรุ่งขึ้น
ผมได้ขึ้นเงินเดือน และ “ย้ายแผนก”


#8

เรื่องของแอร์ คล้ายกับของผมเลย เพียงแต่ ผมเจอตั้งแต่ฝึกงาน

ผมฝึกงานตอนก่อนขึ้น ปี 4 ประมาณ 2 เดือน ก็ได้ไปฝึกงานที่ บ.ยิบอินซอย แถวสี่พระยา

ตามเวลา ก็เข้างาน 8.00 ซึ่งแรกๆ ผมก็มาถึงก่อน ตั้งแต่ 7.30 แต่ก็ยังไม่มีใครมา ทั้งเพื่อน ทั้งคนที่รับผิดชอบการฝึกงาน รวมทั้งเจ้านายที่ใหญ่กว่า กว่าจะเริ่มทำงานกันได้ ก็โน่น 8.15 - 8.30 เพราะมากันแล้ว ก็ไปชงกาแฟมั่ง กินข้าวมั่ง

เดือนหลัง ผมก็เลยแวะกินข้าวเช้าบ้าง บางวันก็เข้าห้องน้ำ เริ่มมาเข้างาน 8.15 แบบคนอื่นๆบ้าง ก็ไม่เห็นว่า มีใครว่าอะไร

แต่สุดท้าย เมื่อฝึกงานครบกำหนด ก็ได้รับการแจ้งจากท่านผู้จัดการว่า ขอให้ grade C เพราะเข้างานไม่ตรงเวลา

ผมก็ได้แจ้งเหตุผลไป ตามที่เห็นและเจอ สุดท้าย ก็ได้ B (ทั้งที่ควรได้ A)

ซึ่งผู้จัดการคนนั้น ผมแทบไม่เคยเห็นหน้าเขา ก่อน 8.30 เลย และวันที่ผมเข้าหลัง 8.00 ผมก็ยังมาก่อนคนเกือบทุกคนในแผนกนั้น

สุดท้าย ก็ได้เรื่องสอนใจว่า ทำเหมือนกัน ความผิดเดียวกัน ผลได้-เสีย มันไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่า ใครจะเป็นผู้อำนวยความยุติธรรม

รู้สึกดีอยู่อย่างเดียว คือ ได้รู้ความจริงข้อนี้ แต่เนิ่นๆ


#9

#1
อารมณ์
ของเหตุการณ์สาย
แล้วทำไมโดนคนเดียว

สมมติว่าเริ่มมีหลายคน
ยกมือ บอกว่า Me too
ฉันก็เคยเหมือนกัน

จากมุมของหัวหน้า
ระหว่างการประจาน
ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน

กับการเรียกมาตักเตือนทีละคน
ทำให้รู้สึกว่าโดนคนเดียว

คนเป็นหัวหน้าควรทำแบบไหน

บางทีการเปลี่ยนมุมที่มอง
มาจากอีกฝั่งหนึ่ง
อาจช่วยเปลี่ยนความรู้สึกไม่ดีได้

#2
ถ้ามองจากมุมมองปัจเจก

เราควรเริ่มตั้งคำถาม
ว่าเรากำลังอยู่ในสังคมแบบไหน ?

สังคมที่คิดแบบศรีธนญชัย
สังคมที่ผู้คนอาศัยช่องโหว่
จากการควบคุมไม่ทั่วถึง
และเชื่อโดยบริสุทธิใจว่า
ถ้าโกงแล้วไม่โดนจับได้
ถือว่าไม่ผิด…

ซึ่งจะช่วยนำเรามาสู่การตั้งคำถามที่สอง

ตัวตนของเรา เป็นคนแบบไหน ?

#3
กลับมาย่อย JUSTICE กันต่อ

ก่อนอื่น ต้องบอกว่า
หนังสือเล่มนี้ มีแต่การยั่วแย้ง
เพื่อให้เราเริ่มคิดตั้งคำถาม
ต่อเรื่องราวต่างๆ
โดยไม่มีคำตอบ หรือบทสรุป

หัวรอง ของหนังสือ คือ
What’s the right thing to do?

บทที่สอง
เป็นการย้อนแย้ง
หลักการอำนวยความยุติธรรม
ด้วยเหตุผลด้านแรก คือ สวัสดิการ

หนึ่งในสามเหตุผล
สวัสดิการ เสรีภาพ และคุณธรรม
จากบทแรก

นิยามของ สวัสดิการ
ขยายความด้วยปรัชญา ประโยชน์นิยม

ความยุติธรรม
ที่ใช้เกณฑ์ตัดสินจากการได้ประโยชน์สูงสุด
เป็นการชั่งน้ำหนัก ระหว่างโทษหรือประโยชน์

ถ้ายังจำได้
เรื่องสถานการณ์ที่เอื้อการโกง
เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่าง
จอดรถไกล กับจอดรถในที่ห้ามจอด
แล้วได้คำตอบว่า มันคุ้มค่าที่จะทำผิด

นั่นคือ กลไกยุติธรรม ด้านสวัสดิการ
ของคุณได้ช่วยตัดสิน ให้ไม่รู้สึกผิด

กลาสีเรือแตก

กลาสี 4 คน ติดอยู่ในเรือเล็ก
และอดอาหารมาหลายวัน
ริชาร์ด ปาร์กเกอร์
เด็กกำพร้า อ่อนแอ ใกล้ตาย

3 คน ตัดสินใจฆ่าเขา
เพื่อเป็นอาหาร
ให้คนที่เหลือรอด

คดีนี้
ผู้ถูกฟ้อง ใช้เหตุผล ประโยชน์สูงสุด
1 ชีวิตเด็กกำพร้า เพื่อ 3 ชีวิตที่มีครอบครัว

ฟิลลิป มอร์ลิส

รัฐบาลสาธารณรัฐเช็ก
พิจารณาขึ้นภาษีบุหรี่
เนื่องจากกังวลต้นทุนรักษาพยาบาล

บริษัทจึงทำรายงานเสนอรัฐบาล
เปรียบเทียบ
ค่ารักษาพยาบาล จากการสูบบุหรี่
กับ
ค่าสวัสดิการ ผู้สูงอายุ ที่ประหยัดได้
จากการที่คนสูบบุหรี่ ตายเร็วกว่า

รัฐบาล ควรเลือกประโยชน์สูงสุดหรือ ?

ฟอร์ดพินโต

เป็นรถเล็ก ที่เกิดอุบัติเหตุแล้วถังน้ำมันระเบิด
ทำให้ มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก

เกิดคดีฟ้องร้อง

ผู้บริหาร ชี้แจงว่า
ได้เคยประเมินค่าใช้จ่าย
ระหว่าง
การปรับปรุง ถังน้ำมันให้ปลอดภัยสำหรับรถทุกคัน
กับ
โอกาสการเกิดอุบัติเหตุ
และการชดใช้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

พบว่าเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันมาก

ดังนั้น ฟอร์ดจึงเลือก
แนวทางที่ได้ประโยชน์สูงสุด

#4
เพิ่มเติม

ในความคิดของผม
การแจกแจงให้เห็น
แง่มุมของ ปรัชญาประโยชน์สูงสุด
ทำให้เรารู้เท่าทันความคิด
เบื้องหลังของคำตัดสิน ว่าเขาให้คุณค่าต่อสิ่งใด

ช่วยให้เราเปลี่ยนวิวาทะ
เรื่องความคิดของใคร ถูก-ผิด
กลายเป็นความเข้าใจ
ว่าแต่ละบุคคล อาจยึดหลักในการตัดสิน
เหตุการณ์หนึ่งๆ แตกต่างกันได้

สร้างโรงไฟฟ้า รัฐบาล, NGO, ประชาชน ฯลฯ

ตลาด เจ้าของบ้าน, แม่ค้า, ประชาชน ฯลฯ

การ “ฟังอย่างตั้งใจ” คือ ปัจจัยที่นำไปสู่ความยุติธรรม


#10

ที่สาธิตยกตัวอย่างมา ถ้าคนคิดเรื่องนั้นๆ ใส่เรื่อง “คุณธรรม” เข้าไปด้วย มันก็จะคิดได้มากกว่าและดีกว่าที่ได้ตัดสินใจไป

ส่วนเรื่องของผม จริงๆติดใจอยู่เรื่องเดียวก็คือ เขาไม่เรียกผมไป “ตักเตือน” หรือ “สอน” เลยว่า อย่าทำแบบนั้น เป็นคนทำงานที่ดี อย่าทำแบบนั้น แต่กลับเลือกที่จะให้ “บทเรียน” กับผมแทน (ตอนนั้น ผมแค่เด็กฝึกงาน ยังเด็ก ไม่เคยเรียนรู้เรื่องของ office เลยด้วยซ้ำ เขาน่าจะมี “เมตตา” สั่งสอน ก็จะได้ผลที่ดีทั้งสองฝ่าย)


#11

เจอคำถามอย่างนี้ ทำให้ต้องย้อนกลับไป
ทบทวนเรื่อง แรงจูงใจกระทำผิด ตั้งแต่กระทู้แรกใหม่
:smirk:


#12

มายืนยันว่า แพ้แล้วต้องเล่นต่อ ใช้ได้จริง
ตอน หนุ่ม หนุ่ม โดนฝึกแบดมินตั้น ด้วยวิธีการนี้
ผ่านไป สามปี แข่งได้เหรียญเลย… ขอคุย


#13

นิทานสามเรื่อง ข้อสรุปเดียวกัน … “สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด”

นิทานเรื่องแรก

หากคุณรู้ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังตั้งครรภ์ แต่หล่อนเคยมีลูกมาแล้วแปดคน มีสามคนหูหนวก สองคนตาบอด อีกคนปัญญาอ่อน และตอนนี้หล่อนก็กำลังป่วยเป็นโรคซิฟิลิส ขอถามว่าคุณอยากแนะนำให้หล่อนไปทำแท้งไหม

เรากำลังจะตอบ แต่เพื่อนห้ามไว้ก่อน และเขาก็ขอเล่าเรื่องถัดไป
.

นิทานเรื่องที่สอง

ตอนนี้พวกเรากำลังเลือกผู้นำประเทศ คะแนนหนึ่งเสียงของคุณมีความหมายมากในการตัดสินการเลือกครั้งนี้ และต่อไปนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลือกทั้งสามคน

คนแรก มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับนักการเมืองที่มีประวัติไม่สะอาดนัก ดูดวงเก่ง มีกิ๊ก สูบบุหรี่จัด ต้องดื่มมาร์ตินี่ 8-10 แก้วทุกคืน

คนที่สอง มีประวัติถูกนายจ้างไล่ออกจากงานมาแล้วสองหน นอนขี้เซาต้องตื่นหลังเที่ยงวันแทบทุกวัน เคยสูบฝิ่นตอนเป็นนักศึกษา ดื่มวิสกี้ทุกเย็นวันละครึ่งค่อนขวด

คนที่สาม ประวัติเคยรับเหรียญกล้าหาญจากสงคราม ทานมังสวิรัติเป็นนิจ ไม่สูบบุหรี่ ดื่มเบียร์บ้างบางครั้ง ไม่มีประวัตินอกใจภรรยา

ขอถามว่าคุณจะเลือกใครเป็นผู้นำประเทศในสามคนนี้

เราเขียนคำตอบไว้ในกระดาษ ก่อนที่เพื่อนจะบอกเราว่า …

คนแรกที่เอ่ยถึงคือ แฟรงคลิน รูสเวลด์ ประธานาธิบดีคนที่ 32 ของสหรัฐอเมริกา

คนที่สองคือ วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีคนดังของอังกฤษ

ส่วนคนสุดท้ายคือ อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ จอมเผด็จการที่ทำให้โลกสะท้านมาแล้ว

เราได้แต่อ้าปากหวอหลังทราบคำเฉลย เพื่อนถามว่าเราเลือกฮิตเลอร์เป็นผู้นำใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นก็คงอยากแนะนำผู้หญิงจากนิทานเรื่องแรกไปทำแท้งแน่นอน

เราบอกว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ต้องคิดมาก เราได้รับการศึกษาอย่างดีเป็นเวลาสิบๆ ปี ย่อมแยกแยะถูกผิดชั่วดีได้ชัดเจน เราต้องเสนอให้หล่อนไปทำแท้งแน่นอน

เพื่อนบอกว่า ถ้าเช่นนั้นคุณก็ได้สั่งฆ่าบีโธเฟ่น … นักเปียโนเอกของโลก และคีตกวีอันลือนามชาวเยอรมันคนนั้นไปแล้วตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหล่อนคือมารดาของบีโธเฟ่นนั่นเอง

เราได้แต่อ้าปากหวออีกครั้ง เพื่อนบอกว่าคำตอบที่คุณคิดว่าดีและถูกต้องที่สุดนั้น ผลของมันคือสั่งฆ่าบีโธเฟ่นทิ้ง และสนับสนุนให้ฮิตเล่อร์เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
.

นิทานเรื่องที่สาม

เรือลำใหญ่กำลังจะจมลงในทะเล สามีภรรยาคู่หนึ่งตะเกียกตะกายมาถึงเรือชูชีพ แต่บนเรือมีที่ว่างเพียงที่เดียว คนเป็นสามีขึ้นไปครอบครองที่ว่างนั้น และปล่อยภรรยาให้จมอยู่ในน้ำ แต่ก่อนที่ภรรยาจะจมหายไปในทะเล เธอตะโกนบอกคนเป็นสามีเป็นประโยคสุดท้ายในชีวิต เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ เพื่อนถามเราว่า “แกคิดว่า ผู้หญิงคนนั้นตะโกนว่าอะไร” เราตอบด้วยความเคืองแค้นว่า “ฉันเกลียดนาย ฉันมันคนตาบอด”

เพื่อนจำต้องเฉลย เพราะผู้หญิงคนนั้นตะโกนว่า “ดูแลลูกเราให้ดีนะ”

เพื่อนเล่าต่อไปว่า หลังจากรอดชีวิต ผู้ชายกลับถึงบ้าน เลี้ยงดูบุตรสาวคนเดียวจนโตเป็นผู้ใหญ่ หลายปีถัดไป พอผู้เป็นพ่อตายจากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ลูกสาวจึงได้จัดการรื้อข้าวของที่พ่อทิ้งไว้ พบสมุดจดบันทึกประจำวันของพ่อเขียนเล่าไว้ว่า …

“ตอนที่พ่อกับแม่ไปนั่งเรือท่องทะเล แม่ป่วยหนักด้วยโรคร้ายในระยะสุดท้ายแล้ว ในวินาทีวิกฤต พ่อพุ่งตัวไปยังเรือชูชีพ”

และนี่คือข้อความที่พ่อบันทึกไว้ในสมุดต่อไปว่า …

“อยากจะจมหายไปในทะเลพร้อมกับเธอ แต่ผมทำไม่ได้ เพียงเพราะลูกสาวของเรา ผมจึงจำเป็นต้องทิ้งเธอให้นอนจมอยู่ใต้ทะเลเพียงลำพังคนเดียว …”
.

ในโลกใบนี้ บางครั้งบางครา เรื่องบางเรื่องมันเป็นเรื่องซับซ้อนและละเอียดอ่อน แยกแยะลำบาก เพราะฉะนั้น มันยากที่จะตัดสินความถูกผิดชั่วดีด้วยข้อมูลที่มีจำกัดหรือมุมมองเพียงด้านเดียว

สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต อาจผิดแปลกไปในปัจจุบัน และสภาพในปัจจุบัน ก็อาจไม่สามารถตัดสินอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นของคนอื่น หรือตัวเราเอง

สิ่งที่เห็นจึงอาจไม่ใช่อย่างที่คิด
.

ขอขอบคุณ คุณขจรศักดิ์ (ห้องสมุดฟลิ้นท์) ผู้แปลและเรียบเรียง

ภาพจาก Internet

ยังติดค้าง เรื่องความยุติธรรม ด้วยมุมมองอีก 2 ด้าน
คือ การตัดสิน จากมุมมองสิทธิเสรีภาพ และ จากมุมมองของศีลธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะเข้าใจ เนื่องจากมีความเป็นนามธรรม ทำให้เกณฑ์การวัดเปรียบเทียบสำหรับแต่ละคนแตกต่างกัน

ตัวอย่างในหนังสือ กล่าวถึงเรื่องราว ที่เราไม่ค่อยคุ้นเคยนัก

อะไรคือ ยุติธรรม ในการเสียภาษี

รายได้ที่ไม่เท่าเทียมของนักกีฬาบาสเก็ตบอล

ทหารอาสา ที่รับผู้สมัครใจ และตั้งคำถามถึงกรณีคณะลูกขุน ที่ใช้วิธีพิจารณาบังคับแต่งตั้ง แทนที่จะเปิดรับแบบสมัครใจ

คำถามว่า ร่างกายเป็นสิทธิของเราหรือไม่ คนเรามีสิทธิบริจาคอวัยวะ หรือขายได้หรือไม่ เช่น ไต

อย่างไรได้ อย่างไรไม่ได้ ชาวนาที่ยากจนสามารถขายไตข้างหนึ่ง เพื่อส่งลูก เขามีสิทธิขายไตที่เหลืออีกข้าง เพื่อส่งลูกอีกคนหรือไม่

สิทธิเสรีภาพ คืออย่างไร ความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนที่ด้อยโอกาส ไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพ ที่จะเลือกอย่างแท้จริง

พอสรุปได้คร่าวๆ คือ หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนทำให้เราได้ฉุกคิด ทุกครั้งที่จะตัดสินเรื่องราวอะไรสักอย่าง ใหัรู้ตัวว่า เรากำลังตัดสินโดยให้คุณค่า จากมุมใดอยู่ และอย่าลืมมองประเด็นยุติธรรมจากมุมที่เหลือ