พนักงานมติชน มีแต่แก่ๆ ถ้าขนาดมติชน ปรับตัวได้ ใครก็ทำได้


#1

สถานะปัจจุบันของผมเป็นเจ้าของสื่อออนไลน์หลายแขนง แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ตาม สื่อทั้งหมดในมือมันคือสื่อ niche เฉพาะทาง ดังนั้นวิธีการทำธุรกิจ การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ ฯลฯ มันก็เกิดขึ้นภายใต้กรอบของสื่อ niche

ธรรมชาติของสื่อ niche สอดคล้องกับพฤติกรรมของโลกออนไลน์อยู่แล้ว ถ้ามีโมเดลต้นทุนดีๆ คู่กับโมเดลการหารายได้ที่เหมาะสม ยังไงก็อยู่ได้ไม่ยากนัก

แล้วโลกของสื่อ mass เขาอยู่กันอย่างไรในโลกสมัยใหม่? ผมไม่เคยทำสื่อ mass มาก่อน ต้องยอมรับว่าไม่เคยมีมุมมองของฝั่งนี้เลย

ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการล่มสลายของนิตยสารและสำนักพิมพ์ สื่อ mass ที่ปรับตัวได้รวดเร็วมากคือเครือ #มติชน โดยเฉพาะ #ข่าวสด

โอเคแหละว่า บางครั้งเราก็วิจารณ์ข่าวสดว่า clickbait หรือพาดหัวใหญ่โต คลิกเข้าไปมีเนื้อหา 2 บรรทัด แต่ก็ต้องยอมรับว่า positioning ของข่าวสดก็คือข่าวชาวบ้าน หัวสี เป็นกึ่งๆ แท็บลอยด์มาตั้งแต่ต้น การจะพาดหัวแบบนี้คงไม่ผิดธรรมชาติของแบรนด์เท่าไรนัก (แต่เอาสื่อซีเรียสอย่างประชาชาติ ไปแชร์เนื้อหาจากข่าวสดนี่ก็ไม่ควรนะครับ)

ผลของการปรับตัวของข่าวสด ทำให้ยอดทะลุเป้าทั้งเว็บไซต์และ Facebook โดยเฉพาะเรื่อง Live ที่วันนึง ข่าวสดทำ Live มากกว่า 60 ชิ้น เรียกว่าดูกันจนเสพย์ติดไปแล้ว (วันๆ นึงผมไม่มีเวลาดู Live ก็ไม่ค่อยเข้าใจคนที่ตามดู Live ตลอดทั้งวันเหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าโลกมันหมุนไปทางนี้)

ช่วงหลังผมมีโอกาสทำงานร่วมกับพี่โต้ง Thakoon Boonparn ก็เลยทราบถึงเบื้องหลังการปรับตัวของข่าวสด/กลุ่มมติชนมากขึ้น มีการพูดกันภายในว่า พนักงานมติชนมีแต่แก่ๆ ถ้าขนาดมติชนสามารถปรับตัวเข้าหาโลกดิจิทัลได้ ใครก็ทำได้ (ฮา)

เครือมติชนปรับตัวอย่างไร วันก่อนพี่โต้งเพิ่งแถลงข่าวไป และเขียนสรุปประเด็นด้วยตัวเอง คิดว่าใครที่สนใจความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมสื่อไทย ก็ควรจะตามไปอ่านกันโดยพลัน (มีเวอร์ชันคลิป Live ในเพจข่าวสดด้วย แต่ขี้เกียจหาแล้ว เอาเวอร์ชันนี้ไปละกันครับ)

งานขายของต้องมา(อีกแล้ว)ครับ
สรุปเนื้อหาที่ไปขายของในงานแถลงข่าว"ข่าวสด นัมเบอร์ 1"มี 3 เรื่องใหญ่

1.ข่าวสด/เครือมติชนมาถึงตรงนี้ได้ยังไง
จากการเริ่มทำเว็บเมื่อ 6 ปีที่แล้ว
อยู่ท้ายๆแถวในตอนต้น
ค่อยๆเรียน ค่อยๆรู้กันไป
แต่ไม่กลัวล้มเหลว
เพราะไม่มีอะไรจะเสีย
ปลายปี 57 คนอ่านเฉลี่ยต่อวันขึ้นมาอยู่ที่ 5 แสน
ท้าชิงเบอร์หนึ่งของกลุ่มสื่อ
พอปลายปี 58 คนอ่านเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 8-9 แสน
ยึดที่ 1 กลุ่มสื่อได้
อยู่ที่ 2 ของเว็บทั้งหมด
ถึงปลายปี 59 คนอ่านเฉลี่ยต่อวันเกินล้านไปแล้ว
เป็นที่ 1 ของทุกเว็บมา 6 เดือนถึงแน่ใจ
และกล้าประกาศตัว

2.ในโลกโซเชี่ยลยิ่งอเมซิ่ง
ตัวเลขข้างบนนั้นเป็นส่วนของเว็บไซต์
อีกฟากหนึ่ง ในโซเชี่ยลมีเดียยิ่งสนุก
เมื่อปีที่แล้ว เฟซบุ๊คเริ่มบริการไลฟ์สตรีมในเดือนเมษา
ข่าวสดและเครือมติชนกระโดดเข้าใส่อย่างเมามัน
จำนวนผู้ชมเพิ่มจาก 15 ล้าน/เดือน
เป็น 115 ล้านในเดือนตุลาคม
ถึงกุมภา 2560 จำนวนผู้ชม/ไลค์/แชร์ไลฟ์ของข่าวสดคือ 98 ล้าน
หรือเฉลี่ยวันละ 3.38
เดือนมีนาคมตัวเลขนี้ก็ทะลุร้อย
ถ้ามีคนดู/ชมไลฟ์-วิดีโอเฉลี่ย 2-3 ล้านคน/วัน
แปลว่าคนทั่วไปชอบดู-ฟังมากกว่าอ่าน
แต่อย่าตกใจ
นี่คือปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งโลก
ไทยเป็นอยู่ชาติเดียวเสียที่ไหน

3.สร้างแพลทฟอร์มทั้งในเว็บและโซเชี่ยลแล้ว
จะทำอะไรต่อ
3.1-ก็ยังต้องพัฒนาตัวสินค้า/บริการให้ดียิ่งๆขึ้นไป
ในทุกช่องทาง
ทุกรูปแบบ
ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง
ทั้งวิทยาการและรสนิยม
แต่ช้าก่อน
จะไปช่องไหนทางไหน รูปแบบอะไร
แก่นแกนยังต้องเหมือนเดิม
ต้องถูกต้อง ต้องเที่ยงธรรม ต้องเป็นธรรม
เป็นอื่นไม่ได้
3.2-ต้องขยายตลาดต่อไปอีก
ถ้าวันหนึ่งมีคนดูเว็บเฉลี่ยประมาณ 14 ล้าน
เทียบกับประชากร 68 ล้าน
เอาเสียว่าคนที่อยู่ในวัยจะเข้าสู่โลกดิจิตัลมีสัก 50 ล้าน
ยังมีงานให้ทำอีกเยอะ
ในโลกโซเชี่ยลก็เช่นกัน
ยกตัวอย่างเฉพาะข่าวสดตัวเดียว
แฟนเพจ 12 ล้าน มีคนเข้ามาดูไลฟ์-วิดีโอวันละ 2-3 ล้าน
นี่แค่ 1/6 หรือ 1/4 เท่านั้น
ยังมีงานให้ทำอีกเยอะ
3.3-ทำบิ๊กดาต้าครับ
ไม่ใช่พูดตามแฟชั่นที่เขาว่าๆกันมา
แต่ฐานข้อมูลลูกค้าจำนวนมหาศาลนี้
ถ้าสามารถแยกแยะ จัดกลุ่ม และวิเคราะห์ได้
จะเป็นประโยชน์มหาศาล
ทั้งกับการทำงานของกองบรรณาธิการ
และฝ่ายการตลาด

โดยคร่าวๆก็ประมาณนี้ละครับ
เดินมาไกลถึงขนาดนี้แล้ว
หมุนตามโลกมาทันแล้ว(คิดว่านะ)
ก็ต้องเดินหน้า
ต้องหมุนต่อไป
ภาษิตกำลังภายในเขาบอกว่า
“คนอยู่ในยุทธจักร ไม่เป็นตัวของตัวเอง”
ก็คงประมาณนี้ละครับ
หวังแต่ว่า ที่เคยรักเคยเมตตากันมา
จะยังรักและเมตตากันต่อไป
เห็นอะไรที่ผิดพลาด ไม่เข้าท่าเข้าทาง
ก็ช่วยตักเตือน สั่งสอน
หรือแม้กระทั่งเฆี่ยนตีด้วยความเอ็นดูก็ยังได้
เชื่ออย่างนี้จริงๆนะครับ